รีวิวหนัง fast and furious Hobbs & Shaw หนังดี หนังดัง ระดับโลก

รีวิวหนัง fast and furious Hobbs & Shaw ไม่มีใครไม่รู้จักหนังดังเรื่องนี้ เป็นหนังบู๊ล้างผาลไปทั่วโลก

รีวิวหนัง fast and furious Hobbs & Shaw หลังแฮตตี้ (วาเนสซ่า เคอร์บี) สายลับเอ็มไอซิกส์ ถูกซ้อนแผนจารกรรมไวรัสมรณะ จนเธอต้องฉีดมันเข้าเส้นเลือด และหนีการตามล่า จนตกเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่ทางการได้ตามตัว เดคคาร์ด ชอว์ (เจสัน สเตแธม) พี่ชายตัวป่วน มาร่วมทีมกับ ลุค ฮอบบส์ (ดเวยน์ จอห์นสัน) คู่ปรับมหากาฬ เพื่อช่วยเหลือน้องสาวของเขา

จาก บริกซ์ตัน (ไอดริส อัลบา) นักรบดัดแปลงพันธุกรรมสุดโหด ก่อนเธอ และไวรัสจะทำลาย อนาคตของมวลมนุษยชาติ จนสิ้นซาก จากกรณีตีกัน ทางอินสตาแกรม จนดราม่าระหว่าง วิน ดีเซล กับ ดเวย์น จอห์นสัน ก็ทำให้ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอหัวใส เข็นหนังในจักรวาลฟาสต์ เปิดปฐมฤกษ์ด้วย Hobbs & Shaw

โดยดึงคาแรกเตอร์โจร และตำรวจปากจัดให้มาปฏิบัติภารกิจร่วมกันเพื่อตัดปัญหาดาราเกาเหลา และถือโอกาสเปิดช่องทางทำกินใหม่ให้หนังตระกูลฟาสต์เสียเลยโดยดึง เดวิด ลีตช์ ผู้กำกับหนังแอ็กชันมาแรงจาก John Wick1, Deadpool2 และ Atomic Blonde มากุมบังเหียนศึกน้ำลาย และกำปั้นลุ่นๆ ของ 2 เหม่งปากจัด โดยยังได้ คริส มอร์แกน มาเขียนบทให้เหมือนหนังฟาสต์ทุกภาค

ซึ่งนอกจากความเวอร์วัง hobbs and shaw เต็มเรื่อง ซับไทย 4k ที่ติดมาจากหนังตระกูลฟาสต์ แล้วมันยังเล่น กับความโม้ ระเบิดระดับหนังไซไฟ ยังต้องยอมอีกด้วย ทว่าผลลัพธ์ของการขยาย จักรวาลครั้งนี้ นอกจากเสน่ห์ของนักแสดงนำแล้ว เราแทบจะไม่พบความสนุก แบบหนังตระกูลฟาสต์ เคยเสิร์ฟให้เราเท่าไหร่ แม้ว่าจะมีการกล่าวเรื่อง ครอบครัวต้องช่วยเหลือกัน fun88

รีวิวหนัง fast and furious Hobbs & Shaw

รีวิวหนังfast and furiousHobbs &Shaw สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมทั่วโลก

บ้างแต่ก็ผิวเผินเหลือทน และนอกจากการตัดฉาก แข่งรถออกแล้ว แทนที่ด้วยพลอตหนัง สายลับโคตรโม้แบบ มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล แทน- แต่ก็นะลำพังแค่พลอตไวรัส ถูกขโมยแล้ว นางเอกต้องฉีดเข้าแขนตัวเอง นี่ก็นึกถึงพลอต M:I2 (2000) กันโต้งๆ แล้วหนังดันใส่ฉากขี่มอเตอร์ไซค์ไล่ล่า ฉากตบตาศัตรู

จนเหลือแค่นกพิราบบิน นี่แหละที่ไม่ได้ใส่มา – จนงานอ้างอิง กลายเป็นลอกการบ้าน ไปซะงั้น มิหนำซ้ำสิ่งที่พาให้หลุดโลก หนักเลยคือการใส่ บริกซ์ตัน นักรบดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งมองเผินๆ ก็เท่ดีแต่รถมอเตอร์ไซค์ พี่แกนี่แหละที่เวอร์ จนมันเกือบจะแปลงร่าง เป็นทรานส์ฟอร์เมอร์ อยู่มะรอมมะร่อ

ซึ่งผลลัพธ์ของการคิดพลอต ที่หยิบนี่ผสมนั่นเลย ทำให้ตัวหนังไม่มีอะไร น่าจดจำเท่าไหร่ ซึ่งก็น่าเสียดาย อีกเหมือนกัน เพราะนอกจากต้องจำทนดูหนัง ที่ไปลอกพลอต ลอกภาพจำชาวบ้าน แถมเนื้อเรื่องที่แทบเดาได้ตลอดแล้ว ตรรกะของตัวละคร ที่เคยปูมาตั้งแต่ Fast 5 อย่างลุค ฮอบบส์ จะต้องสุขุมเยือกเย็น

มีเหตุผลก็ถูก ทำให้กลายเป็นกล้ามใหญ่ไร้สมอง ส่วนเดคคาร์ด ชอว์ ที่ดูโหดจัดจาก Fast7 ก็ดันดูติงต๊อง แบบไม่ค่อยมีเหตุผล มิหนำซ้ำพอทั้งคู่ ร่วมซีนกันเรากลับไม่รู้สึกถึงเคมีที่ทั้งคู่ จะมีร่วมกันนอกจากบท ที่ให้ปะทะคารมกันยืดยาว ที่ขำบ้างชวนหาวบ้างแล้ว หนังก็ดันไม่ใส่จุดอ่อน ให้เราได้ลุ้น หรือเห็นใจ

การแข่งรถ และปล้นระดับชาติ มีภาระกิจใหญ่ให้เข้าไปจัดการ

พวกเขาเท่าที่ควรกลับ ให้ทั้งคู่ชนะตลอด Fast and Furious: Hobbs and Shaw รีวิว จนแทบไม่ต้องเอาใจช่วยใดๆ ดังนั้นเราจึงต้องหวัง กับการดีไซน์ฉากบู๊แล้วล่ะว่า จะช่วยให้หนังดูสนุก หรือน่าตื่นตาตื่นใจ ขึ้นบ้างไหม แน่นอนครับว่า การที่เราดูหนังแอ็กชัน คงต้องทิ้งเหตุผลไว้บ้านแล้ว ไปรับความมันอย่างเดียว ซึ่งพอเราได้ ลองสวมวิญญาณคอหนังแอ็คชั่น

เพื่อดู และหวังว่าจะลุ้น กับฉากบู๊ต่างๆ ผลลัพธ์เหรอครับ เรากลับได้ดูหนังแอ็กชัน ที่มีการโคโรกราฟ ได้ขี้เกียจมาก ถามอย่างว่าใครไม่เคยเห็น ฉากขับรถไล่ล่าใคร ไม่เคยเห็นซีนขับรถ ลอดรถบรรทุก หรือซีนพะบู๊ดวลหมัด เตะต่อยบ้าง..ก็เคยเห็นมาทั้งนั้นแหละ และยิ่งในหนังคือ แทบหาความสดใหม่ ในการออกแบบไม่เจอ ยิ่งดูก็ยิ่งเฟลนะ

ยิ่งการกำกับคิวบู๊ ที่เราคาดหวังมากๆ มาจบที่ก่ารเตะต่อย แบบนัดคิวถ่าย คือเราแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แทนที่จะรู้สึกว่ามันเจ๋ง หรือเท่ กลับรู้สึุกว่าเขา เอานักแสดงระดับนี้ มาทำอะไรกันปัญญาอ่อน ขนาดนี้แทน แถมฉากแอ็กชันเวอร์ๆ ส่วนใหญ่เรายังจำได้ชัดๆ เลยว่าถ่ายหน้าบลูสกรีน ความสดจึงหมดไป อย่างน่าเสียดาย

ซึ่งก็ถือว่า เดวิด ลีตช์ เองที่เคยแจ้งเกิดจาก John Wick ดูมือตก และทำผลงานได้มือตกไปพอควร แต่ยังดีที่หนังได้วาเนสซ่า เคอร์บี ในบท แฮดดี้ ที่เอาเสน่ห์ความสวยของเธอมาผนวกในฉากบู๊ จนทำให้ตัวหนังยังมีฉากแอ็กชัน ที่น่ามองอยู่บ้างครับ

รีวิวหนัง fast and furious Hobbs & Shaw

มาทำความรู้จักกับหนังที่มีการแข่งรถ และถ่ายหนังหลายๆ ประเทศ ไปทั่วโลก

พ้นจากเสน่ห์ของวาเนสซ่า เคอร์บีที่เราไม่รู้ว่าจะเลิกชื่นชม ความสวยของเธอยังไง ซึ่งถือว่าทีมแคสติ้งตาถึงดึงเธอมาจาก Mission Impossible : Fallout (2018) (คือไหนๆ ลอกพลอตมา แล้วก็เอานักแสดงมาด้วยแล้วกัน 55) เพราะบทแฮตตี้ของเคอร์บี้เป็นตัวละครเดียวที่คนดู พอจะเห็นอกเห็นใจ

และร่วมลุ้นกับชะตากรรมของเธอ ส่วน เจสัน สเตแธม กับ ดเวย์น จอหฺ์นสัน หากมองในแง่ การทำหน้าที่เอ็นเตอร์เทน แล้วก็ถือว่าไม่บกพร่อง นักเรายังจะได้หัวเราะ และยิ้มเวลาทั้งคู่ร่วมจอกันอยู่ แม้ว่าบทสนทนาบางช่วง จะยืดเยื้อไปหน่อยก็ตาม ส่วน ไอดริส อัลบา ก็ทำให้บริกซ์ตัน เป็นตัวละครผู้ร้ายที่ดูน่ากลัว และมีเสน่ห์ไม่น้อย

จนเราอาจบอกได้เลยว่า พาร์ตนักแสดงนี่แหละที่ช่วย ให้เราทนกับความไม่เข้ากันของพลอต และการดำเนินเรื่อง อันสะเปะสะปะไปมาได้ตลอดรอดฝั่ง แถมยังใส่นักแสดง จอมขโมยซีนทั้ง เควิน ฮาร์ต และ ไรอัน เรย์โนลด์ ที่โผล่มาเอาฮา แม้ไม่ค่อยเข้ากับโทนหนัง โดยรวมแต่ก็ยังถือว่า สร้างความบันเทิงได้ดีทีเดียว

สรุปแล้วหากมองมันแฟร์ๆ ในฐานะหนังแอ็กชัน ตลกๆ ไม่ต้องอ้างอิงกับหนังตระกูลฟาสต์ฺ อะไรก็ยังถือว่าหนัง ให้ความบันเทิงได้เต็มที่นะครับเป็น 2 ชั่วโมง 15 นาทีที่บันเทิงที่ทั้ง ตูมตาม และพระเอกข่มกันน้ำลายแตกฟอง แบบแทบไม่ว่างเว้นเลย แม้พลอตไม่ค่อยใหม่ และฉากบู๊ไม่น่าตื่นตา นักแต่ก็ถือว่าพอพา เราออกจากโลกความจริงได้ อย่างสำเริงอารมณ์ทีเดียว ส่วนฉากหลังเอนด์เครดิต 2 ตัวก็น่าสนใจ และอาจขยายจักรวาลหนังภาคแยกไปได้อีก หนังน่าดู Netflix 2021